
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่โรงแรมมอนทิส รีสอร์ท อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมกันลงพื้นที่และประชุมติดตามสถานการณ์และรับฟังความเห็นจากประชาชนใน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน กรณีมีกระแสชาวอิสราเอลจะเข้ามายึดพื้นที่ใน อ.ปาย รวมถึงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยว โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนนักท่องเที่ยว และประชาชนเข้าร่วม

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จ.แม่ฮ่องสอนมีโอกาส และมีศักยภาพในการพัฒนา มีภูมิประเทศที่สวยงามมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสงบสุข เป็นเมืองน่าอยู่มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ส่งผลให้ปี 2566 มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนกว่า 1.2 ล้านคน รายได้รวม6,559 ล้านบาท จำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อป ได้มูลค่า 527 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนกำหนดเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดที่มีความสอดคล้องความกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นเมืองแห่งความสุขยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเศรษฐกิจเมืองสร้างสรรค์

ขณะที่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ได้ลงพื้นที่ร่วมกับคณะ รวมถึงขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อคลี่คลายความกังวล และทำให้เกิดข้อเท็จจริงในส่วนของพื้นที่อ.ปาย เป้าหมายการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ และรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้ความสนใจ และเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตน และปลัดกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์สืบหาข้อเท็จจริง และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อลดความกังวลของพี่น้องประชาชน ที่หลายประเด็นไม่ได้เห็นกับตาตัวเองก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิด เกิดความสับสน และความรู้สึกที่ไม่สบายใจ

นายอนุทิน กล่าวว่า อ.ปายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวเสริมสร้างรายได้ และสร้างโอกาสกับผู้คนในการประกอบอาชีพ ขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาจมีทั้งปัญหาและโอกาส ส่วนความกังวลต่างๆ ที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย หรือในการนำเสนอข่าวทั่วไปนั้น ตนในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้ประสานติดตามกับผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ตลอด ได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การนำเสนอข่าวที่ออกไปนั้น มีหลายประเด็นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่มีการพูดเกินจริงมากพอสมควร และไม่ได้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการแทรกซึมทำลายความมั่นคง หรือการที่จะเข้ามาสร้างชุมชนเป็นแหล่งที่พักพิงของชาวต่างประเทศนอกเหนือจากคนที่มาท่องเที่ยว บางคนอาจจะอยู่ระยะเวลานาน แต่ก็เป็นวิธีการท่องเที่ยวเป็นการใช้วันหยุดของเขา รวมถึงยังมีผู้มาลงทุนตั้งถิ่นฐานในอำเภอแต่ได้รับการยืนยันว่าทุกคนยังเคารพกฎหมายของไทย อยู่ในกฎระเบียบไม่ได้ปฏิบัติตนเป็นภัยต่อคนในพื้นที่ ซึ่งดำเนินชีวิตด้วยความปกติ

นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับนายอำเภอปาย สอบถามว่ามีการใช้อิทธิพลหรือปฏิบัติตนนอกกรอบกฎหมายหรือไม่ ไม่ว่าจะคนไทยด้วยกันเองหรือคนต่างชาติ ถามถึงขนาดว่ามีปัญหาเหมือนภูเก็ตพัทยาหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าไม่ อซปายเป็นอำเภอที่สงบ ประชาชนเข้าใจดีถึงการให้การต้อนรับแขกต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในพื้นที่ ชาวต่างชาติสนใจมากขึ้นก็มีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่มากกว่าปกติ หากเราคุ้นชินกับสภาพเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วช่วงโควิดที่ตอนนั้นไม่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเลย วันนี้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ความสงบที่เคยมีอยู่อาจจะไม่เหมือนสมัยก่อน แต่อาจจะมีความคึกคักขึ้นมาบ้าง เราก็ต้องดูโอกาสที่จะเกิดขึ้นด้วยว่าพี่น้องในพื้นที่จะมีรายได้มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้ เรื่องที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดซึ่งตนให้คำยืนยันคือเอาตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นประกัน คือต้องไม่มีเรื่องของการคุกคามชาวบ้าน ต้องไม่มีขาใหญ่ ต้องไม่มีนักเลง ต้องไม่มีมาเฟีย และต้องไม่มีมาฟรีด้วย เพราะต้องสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนด้วย ตนเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่เกินความสามารถของบุคลากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนแน่นอน และตนมั่นใจว่าหากมีปัญหาจะสามารถทำความเข้าใจ และได้รับความร่วมมือผ่านเอกอัครราชทูตอิสราเอลเป็นอย่างดี ขอให้ความมั่นใจกับเจ้าที่ทุกท่านว่าอย่าได้มีความกังวล
“ผมได้รับการยืนยันมาจากผู้ปฏิบัติหน้างาน ส่วนที่อาจจะมีสิ่งที่ไม่ชอบใจกันนักในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีบุคลิกภาพ หรือข้อจำกัดทางศาสนา เป็นเรื่องที่ค่อยมาพูดคุยกันเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่ายให้เกิดความสบายใจ แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฏหมาย ต้องไม่ทำอะไรให้วิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปายต้องถูกกระทบกระเทือนแบบมีนัยสำคัญ และเกิดความเดือดร้อน ผมกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลรู้จักกันมา 3-4 ปีแล้ว ช่วงที่ประเทศไทยมีสถานการณ์โควิด ท่านได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือต่างๆจากรัฐบาลอิสราเอลเรื่องทางการแพทย์ เรามีความผูกพันมีความสัมพันธ์กันมามากพอสมควรยืนยัน ว่าท่านมีความปรารถนาดีต่อประเทศไทย และยังมีการแสวงหาความร่วมมือต่างๆเพื่อประโยชน์ของประชาชนของสองประเทศอย่างดี” นายอนุทินกล่าว

ด้าน นางออร์นา ซากิฟ เอกอัคราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า รู้สึกมีความยินดีเสมอที่ได้พบปะกับประชาชนในภูมิภาค และจังหวัดต่าง ๆในประเทศไทย ในช่วงก่อนโควิด-19 นักท่องเที่ยวจากอิสราเอลมาประเทศไทยทุกปีจำนวนประมาณ 2 แสนคน จนเพิ่มขึ้นมาเป็น 3 แสนคนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพราะไทยมีความปลอดภัย และความสวยงาม จึงได้ขอร้องว่าขอให้คนไทยอย่าได้ถือโทษ และตีตรานักท่องเที่ยวมากนัก เพราะวัฒนธรรมอาจมีอะไรที่แตกต่างจากของไทยไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวอิสราเอลถือเป็นผู้ใช้จ่ายมือเติบ กระเป๋าตุง พร้อมที่จะมาหาความสุขในประเทศไทย หากมีโอกาสก็อยากมาท่องเที่ยวในไทย และสามารถลดความทุกข์ที่เกิดขึ้นในประเทศอิสราเอลบ้าง

นางออร์นา กล่าวว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอาจจะมีบ้าง ทางสถานทูตเอกอิสราเอลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ พร้อมที่จะแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวอิสราเอลได้ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของไทยได้มากที่สุด แต่อาจจะมีบ้างที่เป็นยังวัยรุ่นมาท่องเที่ยว และเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขอให้เข้าใจความคิดของวัยรุ่นว่า อาจมีการต่อต้านในความคิดและจิตสำนึกบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นทั่วไปแต่ก็พยายามจะสร้างความเข้าใจให้มากที่สุด

นางออร์นา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้เห็นป้ายไม่ต้อนรับชาวอิสราเอลใน อ.ปาย ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงเกิดความกังวล หากไม่เร่งหาทางออกอาจถือเป็นการตอกย้ำถึงประวัติศาสตร์อันโหดร้าย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของชาวยิวที่ถูกแบ่งแยกจากสังคม กระทำการ และถูกตีตราจากนาซีว่าเป็นชาวยิว และไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำสอง
สำหรับ ศาสนสถานของชาวยิวในอำเภอปายนั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นวัด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับชาวอิสราเอลโดยเฉพาะ แต่เป็นสถานที่ที่ต้องการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา กับนักท่องเที่ยวที่มามาเที่ยวในประเทศไทย มีความเคร่งในศาสนาทำอย่างเป็นภายในที่สุด ซึ่งจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดความไม่สบายใจต่อพี่น้องชาวปายอย่างแน่นอน พร้อมยืนยันจะไม่มีการสร้างมวลชนหรือชุมชนในระยะยาว