“อนุทิน”ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ย้ำที่ทำงานตลอด 24 ชม.ค้นหาผู้รอดชีวิตมากที่สุด

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์กรณีเครนก่อสร้างถล่มจากอาคารสูงในย่านดินแดง และติดตามการช่วยเหลือกรณีอาคารที่กำลังก่อสร้างย่านจตุจักรถล่ม หลังได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว โดยมี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผว.กทม. ร่วมลงพื้นที่

นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วไปตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกำลังพยายามใช้ทุกอย่างในการกู้ชีพผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ในซากตึก และนอกจากจุดนี้ ก็ยังมีอีกจุดหนึ่งที่บริเวณดินแดง มีอาคารที่ติดอยู่กับตัว Power เครนถล่มที่ยังติดอยู่บนอาคาร เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยกรณีนี้ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญทำการรื้อถอนให้เร็วที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลา ส่วนการค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุอาคารถล่ม ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 7 ราย และยังคาดว่ามีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกจำนวนหนึ่ง โดยทุกหน่วยกำลังเร่งค้นหาอย่างเต็มกำลัง เจ้าหน้าที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อนำผู้รอดชีวิตออกมาให้ได้มากที่สุดตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงมีคนงานติดอยู่ภายในอาคารประมาณ 30-40 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เร่งระดมกำลัง ทั้งกำลังพล เครื่องจักรกล และเทคโนโลยีสนับสนุนการค้นหาและกู้ภัยเพิ่มเติม โดยมีทีมบัญชาการเหตุการณ์ ประกอบด้วย สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสังกัดกรุงเทพมหานคร และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมปฏิบัติการ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์พื้นที่ประสบภัย ทั้งนี้ รัฐบาลได้รับความร่วมมือจากทีมกู้ภัยผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อเสริมกำลังในการค้นหาและกู้ภัย โดยยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีปัญหาเรื่องกำลังพล อุปกรณ์ หรือเครื่องจักร และสำหรับเรื่องงบประมาณนั้น กระทรวงมหาดไทยได้ประสานไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อใช้งบประมาณทดรองราชการเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินกว่า 2 พันล้านบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ ในด้านมาตรการความปลอดภัยของอาคาร กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองเตรียมออกประกาศให้ทุกอาคารต้องดำเนินการตรวจสอบสภาพโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และระบบป้องกันภัยต่าง ๆ อย่างเข้มงวด ซึ่งจะต้องเร่งตรวจสอบทันที โดยไม่ต้องรอรอบการตรวจเดิม (เดิมกำหนดให้ตรวจสอบปีละ 1 ครั้ง) เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารต่าง ๆ ยังคงมีความมั่นคงปลอดภัยหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว

“เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ซึ่งจากรายงานเบื้องต้นพบว่ามีหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง มีเฉพาะอาคารที่เกิดเหตุในกรุงเทพมหานครที่พังถล่มลงมา ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จะแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสืบหาสาเหตุการถล่มของอาคารดังกล่าว ซึ่งจะพิจารณาจากข้อมูลของผู้จัดการโครงการ ข้อมูลการรอดชีวิต และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง” นายอนุทิน กล่าว

Message us